ตำบลบ้านเลือก
ข้อมูลพื้นฐานของชุมชน/สรุปความดีของชุมชนโดยภาพรวมตำบล
1. การดำเนินงานค้นหาความดีผ่านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมชุมชน
ตามคำบอกเล่าสืบสานต่อกันมา[1] ชาวชุมชนตำบลบ้านเลือกสืบเชื้อสายมาจากหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งประกอบไปด้วยชาติพันธุ์สามกลุ่มหลักใหญ่ๆ คือ ลาว มอญ จีน โดยจากประวัติความเป็นมาอันยาวนาน สืบสาวตามประวัติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ขณะดำรงพระอิสริยยศตำแหน่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้เดินทางยกทัพไปตีกรุงเวียงจันทน์ แห่งอาณาจักรล้านช้างและได้กวาดต้อนชาวเวียงจันทน์ให้มาอาศัยอยู่บริเวณเมืองสระบุรี ราชบุรี โดยเฉพาะเมืองราชบุรีจะมีชาวลาวจากเวียงจันทน์ได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ซึ่งชาวลาวที่อพยพมาอยู่ที่เวียงจันทน์นี้ถูกเรียกว่า “ลาวเวียง” อันเป็นชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งที่ได้กลายเป็นบรรพบุรุษของชาวชุมชนตำบลบ้านเลือกในกาลต่อมา
กลุ่มชาติพันธุ์มอญ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่บริเวณชายน้ำแม่กลองและขยายต่อมายังบริเวณที่เป็นที่ตั้งชุมชนตำบลบ้านเลือก ซึ่งจากประวัติศาสตร์มอญกลุ่มนี้ได้เข้ามาอยู่ในชุมชนแห่งนี้ตั้งแต่สมัยอยุธยา การอพยพครั้งนี้สืบเนื่องมาจากสงครามและการแสวงหาที่ทำกิน
กลุ่มชาติพันธุ์จีน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้อพยพเข้ามาตั้งรกรากอาศัยอยู่บริเวณโพธาราม ซึ่งสาเหตุของการเข้ามาของกลุ่มชาวจีน ได้รับการบอกเล่าว่า เดินทางเข้ามาเพื่อการค้าขายโดยการนำสินค้า เช่น กะปิ น้ำปลา อาหารทะเล เกลือ ครกกระเดื่องตำข้าว ฯลฯ ขนสินค้าใส่เรือ “เอี๊ยมจุ๊น” เข้ามาตามแม่น้ำแม่กลองและลำน้ำสาขา เช่น คลองตาคต คลองวัดโพธิ์ คลองปลาดุก คลองดำเนินสะดวก ฯลฯ ซึ่งจากสาเหตุการเดินทางเข้ามาเพื่อการค้าชาวจีนหลายคนได้แต่งงานและตั้งรกรากอยู่ที่ชุมชนแห่งนี้และได้กลายเป็นบรรพบุรุษอีกชนกลุ่มหนึ่งของชุมชนบ้านเลือก และเพื่อความเข้าใจ การมองเห็นภาพพื้นฐาน การดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งสามกลุ่มที่ชัดเจน ประกอบกับเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการร่วมทำงานกับชุมชนของนักพัฒนา ดังนั้นจึงขอนำเสนอเป็นตารางการตั้งถิ่นฐานตามหมู่บ้านของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์[1] สัมภาษณ์ผู้นำชุมชนและผู้อาวุโสตำบลบ้านเลือก(นายทาบ สังข์นาง อายุ 88 ปี,นายบัวรัต น้อยบาง,นายวิฑูรย์ ศรีเกษม,พ.ต.อ.สนาน อ่อนศรี,ร.ต.อ.สวง บัวน้อย,นายประมวล บารมีรังสิกุล,นายอมร ธรรมจง,นายชำนาญ อุดมชัย,ด.ต.บุญมี กันภัย,นางละเอียด บารมีรังสิกุล,นางเดือน สายหมี.นางสมศรี ไชยเสน,นางสมฤทธิ์ น้อยบาง)
นอกจากประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว ชุมชนตำบลบ้านเลือกยังมีประวัติศาสตร์การบอกเล่าสืบต่อกันมาถึงที่มาของการตั้งชื่อชุมชน ว่าที่มาของการตั้งชื่อชุมชน”บ้านเลือก”นั้นมีที่มาจากชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนที่มีความเก่ง มีชื่อเสียงในวิชาชีพการเลี้ยงม้า โค กระบือไว้ใช้งานและหลายครั้งที่ม้า โคจากชุมชนที่นี่ได้ถูกคัดเลือกถวายเป็นเครื่องราชบรรณาการแด่พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงษ์ เจ้านายชั้นสูง เพื่อนำไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญที่จะหยิบยกมากล่าว คือ ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระองค์ได้เสด็จประพาสบริเวณชุมชนบ้านเลือกแห่งนี้ พระองค์ได้ทอดพระเนตรม้า โคจากชุมชนแห่งนี้ทรงเห็นว่า ม้า โคจากที่นี่เป็นม้า โคที่มีลักษณะดี สวยงาม เหมาะสำหรับใช้ในการศึกหรือราชการงานทั่วไป พระองค์จึงทรงคัดเลือกม้าจากชุมชนแห่งนี้เข้าไปใช้ในราชการ และเพื่อเป็นอนุสรณ์คุณความดีของชุมชนแห่งนี้ จึงได้มีการขนานนามชุมชนแห่งนี้ว่า “ชุมชนบ้านเลือก” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ชุมชนบ้านเลือกถูกยกฐานะขึ้นเป็นตำบลเมื่อ พ.ศ.2400 มีจำนวนหมู่บ้านทั้งสิ้น 9 หมู่บ้าน ดังนี้
หมู่ที่ 1 บ้านวัดโบสถ์
หมู่ที่ 2 บ้านดอนกลาง
หมู่ที่ 3 บ้านขนุน
หมู่ที่ 4 บ้านเลือก
หมู่ที่ 5 บ้านเตาเหล็ก
หมู่ที่ 6 บ้านหนองเต่าดำ
หมู่ที่ 7 บ้านหุบมะกล่ำ
หมู่ที่ 8 บ้านหนองรี
หมู่ที่ 9 บ้านพระศรีอารย์
จากการสำรวจจำนวนประชากรตำบลบ้านเลือกประมาณปี 2549 มีประชากรโดยรวมประมาณ 9,111 คน เป็นชาย 4,372 คน เป็นหญิง 4,739 คน ประชากรส่วนมากจะสร้างบ้านเรือนตั้งถิ่นฐานอาศัยเป็นแนวยาวอยู่ตามริมน้ำลำคลองหรือชายทุ่ง เนื่องจากชาวชุมชนที่นี่เป็นชุมชนดั้งเดิมที่มีอาชีพหลัก คือ เกษตรกรรม การทำนา ปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดแปดแถว หรือการทำสวน การเลี้ยงสัตว์ ม้า โค กระบือ เป็ด ไก่ ฯลฯ โดยสภาพทางภูมิศาสตร์พื้นที่ของชุมชนมีความเหมาะสมกับอาชีพเกษตรกรรม กล่าวคือ เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ลักษณะดินเป็นดินตะกอนแม่น้ำดินร่วนปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การประกอบอาชีพทางการเกษตร
ถึงแม้ชุมชนบ้านเลือกจะมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรที่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม แต่ด้วยการพัฒนาของสังคมประเทศที่ไม่เคยหยุดนิ่ง การมีนโยบายมุ่งเน้นการพัฒนาเข้าสู่ระบบสังคมอุตสาหกรรม (Industrialization) สังคมแห่งความทันสมัย (Modernization) ได้ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมกับชุมชนบ้านเลือก จากชุมชนที่เคยเป็นสังคมเกษตรกรรมได้เริ่มเปลี่ยนไปเป็นสังคมกึ่งอุตสาหกรรมตามระบบกระแสการพัฒนาแบบทุนนิยม จากบริเวณชุมชนที่เคยเป็นเรือกสวน ไร่นา ทุ่งข้าวเหลืองอร่ามสีทอง ได้เริ่มกลายเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานผลิตตุ๊กตา โรงงานผลิตของเด็กเล่น โรงงานสแตนเลส โรงงานผลิตฟุตบอล ฯลฯ ในขณะที่ผืนดินของชาวนาที่เคยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวได้เริ่มแปรสภาพเป็นที่ตั้งโรงงาน ชาวนาหลายรายแปลงที่ดินของตนเป็นตัวเงินโดยการขายที่นาเพราะเห็นว่าการทำนาทำแล้วผลผลิตไม่คุ้มกับที่ลงทุน ลำบาก รายได้ไม่แน่นอน ดังนั้นการผันตัวเองจากชาวนาเป็นลูกจ้างโรงงานจึงสามารถเห็นได้ทั่วไปในชุมชนแห่งนี้ นอกจากการมีอาชีพทำนา ทำสวน เป็นลูกจ้างโรงงานแล้ว บางครัวเรือนได้มีการสร้างอาชีพเสริมนอกจากการทำสวนและการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม คือ การมีอาชีพเสริมด้านอุตสาหกรรมภายในครัวเรือน การมุ่งผลิตเพื่อการค้า เช่น การทำตุ๊กตาผ้าขนสัตว์ ลูกประคบสมุนไพร การประดิษฐ์ของชำร่วย การทำปลาหวาน การเลี้ยงโคนม การปลูกข้าวโพดแปดแถวพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งมีคำกล่าวกันว่า “ข้าวโพดแปดแถวพันธุ์นี้นำไปปลูกที่ไหนก็รสชาติสู้ปลูกที่ชุมชนบ้านเลือกไม่ได้” ซึ่งคำกล่าวดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงความภาคภูมิใจว่า พื้นที่ชุมชนบ้านเลือกเป็นพื้นที่ที่มีดิน มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ มีน้ำเพียงพอที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของข้าวโพดนั่นเอง โดยอุตสาหกรรมในครัวเรือนทั้งหลายเหล่านี้ ต่อมาได้เกิดการขยายจากครัวเรือน เป็นการส่งเสริมการทำหลายครัวเรือนและจากหลายครัวเรือนเป็นการรวมกลุ่มทำร่วมกัน ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ทำร่วมกันได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product) ของชุมชนบ้านเลือกในเวลาต่อมา
ในด้านอาณาเขตชุมชนตำบลบ้านเลือก มีอาณาเขตติดต่อดังนี้
ทิศเหนือ จรดตำบลสวนกล้วย อำเภอบ้านโป่ง ตำบลดอนกระเบื้องและตำบลหนองโพ
อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
ทิศใต้ จรดตำบลบ้านฆ้อง เทศบาลเมืองโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
ทิศตะวันออก จรดตำบลวังเย็น อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี
ทิศตะวันตก จรดตำบลนครชุม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี
จำนวนประชากรของตำบล
จำนวนประชากรทั้งสิ้น 9,822 คน เป็นชาย 4,706 คน เป็นหญิง 5,116 คน
ข้อมูลอาชีพของตำบล
อาชีพหลัก ทำนา ทำสวน ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์ อาชีพเสริม อุตสาหกรรมในครัวเรือน ทำตุ๊กตาผ้าขนสัตว์ ลูกประคบสมุนไพร ประดิษฐ์ของชำร่วย
ด้านสิ่งปลูกสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่งระหว่างภายในชุมชนตำบลบ้านเลือกที่สำคัญ มีเส้นทางคมนาคมที่สะดวกสบาย มีถนนเพชรเกษมสายเก่าผ่านกลางตำบลเชื่อมต่อกับถนนเพชรเกษมสายใหม่ อีกทั้งมีระบบคลองชลประทานขนาดใหญ่ที่สามารถส่งน้ำได้อย่างทั่วถึงภายในตำบล สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งการผลิตน้ำประปาและการเกษตร นอกจากนี้ชุมชนตำบลบ้านเลือกยังมีสถานที่สำคัญที่เป็นสถาบันกล่อมเกลาจิตใจภายในชุมชนอีกหลายแห่ง เช่น วัดพระศรีอารย์ วัดบ้านเลือก วัดโบสถ์ วัดหุบมะกล่ำ วัดหนองรี และมีศูนย์เด็กเล็ก 2 แห่ง มีโรงเรียนภายในชุมชนรวม 4 แห่ง สอนอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีเพียงโรงเรียนวัดพระศรีอารย์ที่เปิดสอนตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3
ในด้านความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวกันว่าในอดีตชุมชนบ้านเลือกเป็นชุมชนหนึ่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่ไหลผ่านชุมชนตลอดปี เป็นชุมชนดินดำน้ำชุ่ม ในน้ำมีปลาในนามีข้าว มีทรัพยากรป่าไม้ขึ้นรอบบริเวณชุมชน โดยจะเห็นหลักฐานจากต้นยางสูงใหญ่ขนาดสามสี่คนโอบหลายต้นที่เกิดขึ้นรอบริมคลองธรรมชาติที่ไหลผ่านชุมชน โดยปัจจุบันพื้นที่ป่าบริเวณนี้ได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นป่าชุมชนและให้อยู่ในความดูแลของวัด เป็นที่ธรณีสงฆ์ที่เปรียบเสมือนเป็นกลอุบายของบรรพบุรุษที่ต้องการนำหลักศาสนา บาป-บุญ-คุณ-โทษ มาใช้ในการรักษาผืนป่าผืนสุดท้ายของชุมชนไว้ให้ลูกหลานสืบไป
2.การดำเนินงานค้นหาความดีชุมชนโดยการวิเคราะห์ ศักยภาพและทุนทางสังคม
การกล่าวถึงการให้ความหมายการดำเนินงานค้นหาความดีชุมชนต่อโลกทัศน์ของชุมชนบ้านเลือก เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อโลกทัศน์ของชุมชนที่มีต่อสังคมหรือโลกที่ชาวชุมชนอยู่นั้นเป็นอย่างไร ชาวชุมชนมองเห็นว่าพวกเขาอยู่ที่ใดในสังคม หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวมีความสัมพันธ์กับพวกเขาอย่างไร โลกทัศน์ที่ชุมชนมองมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชุดความคิด (set of concept) ที่มีอยู่ในตัวผู้คนภายในชุมชนอย่างไร พื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม (social practice) ได้ถูกนิยามเป็นพื้นที่เลื่อนไหลไม่หยุดนิ่ง เป็นพื้นที่แห่งการต่อรอง จัดปรับ หยิบยืมหรือตีความ เพื่อแสวงหาพื้นที่ปฏิบัติการทางสังคมที่ผ่านออกมาโดยการเป็นผู้กระทำทางสังคมหรือการผ่านกลุ่มผู้นำ ซึ่งเป็นภาพตัวแทนของชุมชน (representation) ทั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญที่นักพัฒนาชุมชนทั้งหลายจะต้องเข้าใจ เข้าถึงโลกทัศน์หรือวิธีคิดของชุมชนที่ผ่านออกมาโดยการปฏิบัติการหรือการกระทำนั้นๆ เพื่อการเป็นข้อมูลพื้นฐานหรือเป็นแนวทางสำหรับการศึกษาชุมชนและการทำงานร่วมกับชุมชนต่อไป
โลกทัศน์ของชุมชนที่โยงเข้ากับประวัติศาสตร์ : ตำนานระดับชุมชน หมู่บ้านที่โยงเข้ากับประวัติศาสตร์ชุมชน วีรบุรุษในพื้นที่ ที่ชาวชุมชนเห็นว่าจะทำให้ชุมชนของตนมีพลัง มีความสำคัญและมีบทบาทต่อประวัติศาสตร์แห่งมาตุภูมิที่พวกเขาดำรงอยู่ เช่นกรณีชุมชนบ้านหนองเต่าดำ ม.6 ที่ได้บอกเล่าถึงตำนาน “เจ้าพ่อสายบัว” วีรบุรุษที่ชาวชุมชนเลื่อมใสศรัทธาไม่อาจลบเลือนไปจากความทรงจำได้ เจ้าพ่อสายบัววีรบุรุษผู้กล้าที่มีอาวุธเป็นดาบติดกายอยู่ตลอดเวลา เป็นทหารชาวลาวเวียง ที่มีเชื้อสายจีน[1] ได้เดินทางมาจากลาวเวียงจันทน์นำพาไพร่พล ญาติพี่น้องเดินทางเข้ามาตั้งรกรากที่ชุมชนนี้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 กล่าวกันว่าเจ้าพ่อสายบัวเป็นผู้นำที่มีความเก่งทั้งในด้านการรบ วิชาอาคม เวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ มีความรู้เรื่องสมุนไพร การรักษาโรคระบาดอย่างโรคคุดทะราด ซึ่งเป็นโรคที่น่ากลัวของคนสมัยนั้น นอกจากนี้เจ้าพ่อสายบัวในโลกทัศน์ความคิดของชาวบ้านยังเป็นวีรบุรุษ เป็นผู้ปกปักรักษาชุมชน เป็นกำลังใจสำคัญของชุมชน หลายครั้งที่ชาวชุมชนหลายคนมาจุดธูปเทียนบนบานศาลกล่าวแล้วสำเร็จสมดังประสงค์ ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญถึงอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อสายบัวที่ชาวชุมชนสรรเสริญอยู่เสมอ
ก่อนหน้านี้ชาวชุมชนบ้านเลือก เคยมีการจัดพิธีเข้าทรงและเลี้ยงเจ้าพ่อสายบัว ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ชาวชุมชนจัดขึ้นทุกปีในเดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ แต่ปัจจุบันคนทรงของเจ้าพ่อสายบัวได้สิ้นอายุขัยไปแล้ว ดังนั้นพิธีเข้าทรงของเจ้าพ่อสายบัวจึงยกเลิกไปโดยปริยาย คงเหลือแต่เพียงพิธีไหว้ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเท่านั้น ทุกวันนี้ศาลเจ้าพ่อสายบัวได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ ดูใหญ่โตสวยงามและมั่นคง แทนศาลหลังเก่าที่ผุพังไปตามกาลเวลา การสร้างศาลได้เกิดขึ้นโดยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านที่ร่วมกันบริจาคโดยใช้เงินส่วนตัวของชาวบ้าน
โลกทัศน์ภาพอดีต การโยงเข้ากับงานพัฒนา : ดังที่ได้กล่าวไว้ในเบื้องต้นแล้วว่า ชุมชนบ้านเลือกเป็นชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมที่มีประวัติการตั้งเป็นชุมชนมานาน ผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้นำในชุมชนบ้านเลือกหลายคน เล่าให้ฟังว่า การไปมาหาสู่กันในสมัยก่อนไม่มีทางรถที่สะดวกสบายมีแต่ทางเกวียนและทางน้ำ ซึ่งการติดต่อไปมาหาสู่กันทางน้ำนั้นก็นับว่าสะดวกสบายมาก นอกจากนี้เมื่อมองออกไปดูพื้นที่รอบๆชุมชน จะเห็นว่าเป็นพื้นที่ราบกว้างลักษณะเป็นท้องทุ่ง แต่ละท้องทุ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ทุ่งหนองเดียว ทุ่งลาด ฯลฯ ดังนั้นชาวนาที่นี่จะคุ้นเคยกับคำเรียกขานกลุ่มตนว่า เป็นชาวทุ่ง มากกว่า ชาวนา และพวกเขามักจะแทนตัวพวกเขาว่าเป็นคนทุ่งโน้นทุ่งนี้มากกว่าเป็นคนบ้านโน้นหรือบ้านนี้ ซึ่งเป็นการสื่อความหมายได้ดีกว่าการเรียกชื่อหมู่บ้าน
จากการลงพื้นที่ศึกษาชุมชนในเบื้องต้น หลายครั้งจากการสนทนาพูดคุยระหว่างผู้นำชุมชนในตำบลบ้านเลือก ผู้เขียนจับประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนที่ชาวชุมชนบ้านเลือก โยงเข้ากับโลกทัศน์ภาพอดีตได้ในหลายๆ เรื่อง เป็นต้นว่า การฟื้นประเพณีลาวเวียงที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันสงกรานต์ การจัดประกวดรถบุปผชาติที่ประดิดประดอยอย่างสวยงามด้วยศิลปะการพับใบตองสำหรับประดับตกแต่งรถ ซึ่งชุมชนบ้านหนองเต่าดำ ตำบลบ้านเลือกเป็นชุมชนที่ชนะเลิศการประกวดรถบุปผชาติและได้รับรางวัลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี อันเป็นรางวัลที่ชาวชุมชนภาคภูมิใจ หรือการร่วมกันพัฒนาขุดลอกคลองวัดโพธิ์ ซึ่งเป็นคลองดั้งเดิมที่อยู่กับชุมชน เป็นคลองหลักที่ใช้สัญจรไปมาระหว่างคลองวัดโพธิ์-ดำเนินสะดวกตั้งแต่อดีต ภาพประทับใจความทรงจำในอดีตที่เคยเห็นคลองวัดโพธิ์เป็นคลองกว้างใหญ่ น้ำใส อุดมสมบูรณ์ด้วยปลาหลากชนิด เปรียบเสมือนเป็นสายเลือดหล่อเลี้ยงในการทำมาหากินของคนในชุมชน แต่เมื่อประมาณ 3-4 ปี ให้หลัง ชาวชุมชนเห็นว่าคลองวัดโพธิ์เริ่มคับแคบ ตื้นเขิน ลงอาบไม่ได้ จึงได้มีการนำเรื่องการขุดลอกคลองไปหารือประชุมกันภายในชุมชน เป็นการหารือในรูปแบบการมีสภาชุมชน หมายถึงการสร้างเวทีร่วม รวมความคิดเห็นที่มาจากผู้นำหลายฝ่ายภายในชุมชน สร้างการมีส่วนร่วมของคนภายในชุมชนในการแก้ไขปัญหาชุมชน และจากการร่วมกันคิด ร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาชุมชนในอนาคต ได้ทำให้เป็นที่มาของแนวความคิดการการขุดลอกคลองใหม่ ซึ่งแนวความคิดดังกล่าวได้กลายเป็นมติที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นการขุดลอกคลองวัดโพธิ์จึงสามารถดำเนินไปด้วยความสำเร็จอันงดงาม ซึ่งเป็นผลิตผลแห่งความสามัคคีร่วมกันภายในชุมชน
ความภูมิใจในวัฒนธรรมและวิถีชีวิต (โค-ประกวดรถบุปผชาติ) วิถีชีวิตของชาวชุมชนบ้านเลือก นอกจากการดำรงชีพด้วยการทำสวนเป็นอาชีพหลักแล้ว อีกอาชีพหนึ่งที่กล่าวได้ว่าเป็นอาชีพหลักเมื่อเราเข้าไปในชุมชนแล้ว จะสามารถเห็นชาวชุมชนเกือบทุกหลังคาเรือนมีอาชีพเลี้ยงโคนม ซึ่งชาวบ้านที่นี่บอกว่า...
“ชุมชนบ้านเลือกมีการเลี้ยงโคนมมานานกว่า 32 ปีมาแล้ว น้ำนมวัวที่เป็นผลิตภัณฑ์นมหนองโพราชบุรี ในพระบรมราชูปถัมภ์ก็ได้จากน้ำนมวัวของชุมชนนี้เช่นเดียวกัน”
จากเดิมชาวชุมชนบ้านเลือกจะเป็นเพียงกลุ่มเลี้ยงโคเนื้อพันธุ์พื้นเมืองสำหรับไว้ใช้งานในการทำนา โดยหลักฐานที่ปรากฏว่าชุมชนแห่งนี้มีการเลี้ยงโคมานานก็คือ การมีประเพณีวัวลาน[2] ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมา นอกจากนี้เสียงเล่าลือจากท้องทุ่งโน้นสู่ท้องทุ่งนี้ที่มักจะกล่าวขวัญถึงคนชุมชนบ้านเลือก บ้านหุบมะกล่ำ ม.7 อยู่เสมอ คือ คนชุมชนนี้เป็นผู้มีความเก่ง ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพเลี้ยงโค การจับโค การปรนนิบัติไม่ให้วัวตื่น ตลอดจนการดูลักษณะโคที่ดีได้ ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษมาสู่ลูกหลานจนถึงปัจจุบัน ด้วยความเก่งของการดูลักษณะโคจึงทำให้โคที่ชุมชนบ้านเลือกมีแต่ตัวสวยงาม ถูกต้องตามตำราลักษณะโคที่ดี ซึ่งเรื่องความเก่งของการดูโคดังกล่าวได้นำมาสู่ความภาคภูมิใจของคนชุมชนแห่งนี้ นั่นคือ โคที่นี่ได้มีโอกาสรับใช้เบื้องพระยุคลบาท เป็นพระโคในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์พิธีหนึ่งของเราชาวไทย ชาวบ้านหลายคนจากชุมชนนี้ได้มีโอกาสเข้าไปถวายงานเลี้ยงพระโคในสำนักพระราชวัง เช่น นายไช้ จันทร์ภิวัฒน์,นายเสงี่ยม เบญจชาติ,นายสวัสดิ์ เบญจชาติ,นายสนิท รอดผล,นายศิริ รอดผลและนายฟ้า สิงห์ผงาด เช่นเดียวกันกับพระโคที่มีโอกาสได้เข้าไปถวายงานในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เช่น พระโคแก้ว-พระโคขวัญ,พระโคโพธิ์เงิน-พระโคโพธิ์ทอง,พระโคขวัญตา-พระโคขวัญใจ เป็นต้น
วัดพระศรีอารย์ : ศาสนากับการพัฒนา
หากจะกล่าวว่าวิถีชีวิตของคนในชุมชนชนบทของแผ่นดินไทย ตั้งแต่เกิดจนตายได้ผูกพันกับวัดในพระพุทธศาสนามาเนิ่นนาน นานตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมาที่พระพุทธศาสนาได้ถูกประดิษฐานลงในหมู่บ้านโดยอำนาจจากศูนย์กลาง ที่นำพระพุทธศาสนาเข้ามาแทนที่ความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนท้องถิ่น เช่นเดียวกันกับชุมชนบ้านเลือกที่ดำเนินชีวิตโดยมีพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว สิ่งเกื้อกูลต่อการใช้ชีวิตทั้งในโลกนี้และให้ส่งผลต่อไปในโลกหน้าตามความเชื่อของบุญ-กรรมที่สั่งสมขึ้นโดยการกระทำ นอกจากการผูกพันกับพระพุทธศาสนาโดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง เป็นสถานที่ในการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาของชุมชนแล้ว วัดยังเป็นสถานที่ขัดเกลา อบรมสั่งสอนหรือให้การศึกษาแก่สมาชิกภายในชุมชนมานานพร้อมๆ กับพัฒนาการการเกิดเป็นชุมชนท้องถิ่น ดังกรณีวัดพระศรีอารย์ในชุมชนบ้านเลือกที่ได้ประดิษฐานอยู่ในชุมชนแห่งนี้...
จากการบอกเล่าถึงวัดพระศรีอารย์โดยสมาชิกในชุมชนหลายท่าน กล่าวถึงวัดพระศรีอารย์ว่า เดิมทีวัดแห่งนี้มีชื่อเดิมว่า “วัดสระอาน” ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.2500 ได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดจากวัดสระอานเป็นวัดพระศรีอารย์ ตามชื่อของพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานอยู่คู่กับวัดนี้มานาน วัดพระศรีอารย์เป็นวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการเป็นสถานที่จัดฝึกอบรม จัดประชุมหรือให้ความรู้แก่สมาชิกทั้งในและนอกชุมชนและจากหลายหน่วยงาน โดยความเป็นมาของการจัดหลักสูตรอบรมที่เน้นการอบรมแบบสอดแทรกแนวคิดคุณธรรมจริยธรรมเข้าบรรจุในเนื้อหาของหลักสูตรการอบรม ซึ่งเมื่อประมาณปี พ.ศ.2523 ได้เริ่มการจัดอบรมครั้งแรกขึ้น โดยพระครูศิริ พัฒนกิจ(หลวงพ่อขัน) เจ้าอาวาสวัดในสมัยนั้นท่านได้มีแนวคิดสนับสนุนการจัดอบรมด้านการศึกษา โดยท่านได้สนับสนุนให้สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ(สปอ.) โพธารามมาใช้สถานที่จัดการอบรมบุคลากรทางการศึกษา และได้สนับสนุนการจัดฝึกอบรมมาอย่างต่อเนื่อง จวบจนปี 2533 ท่านได้มรณภาพลง
ต่อมาได้มีพระครูวิทิต พัฒนโสภณ ซึ่งเป็นพระภิกษุที่เป็นคนพื้นเพท้องถิ่นบ้านพระศรีอารย์นี้ ท่านได้ถูกยกฐานะเป็นเจ้าอาวาสแทนและได้สานต่อเจตนารมณ์ของเจ้าอาวาสคนก่อน และด้วยความที่พระครูวิทิตได้สนใจในด้านการพัฒนาชุมชนเป็นทุนเดิม ท่านมีจิตใจที่อยากจะพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อยู่กันด้วยความรัก ความสามัคคี ดังนั้นพระครูวิทิตจึงได้พยายามที่จะดึงผู้คนทั้งหลายให้เข้ามาวัด ใช้วัดเป็นสถานที่บ่มเพาะความรักความสามัคคีขึ้นภายในชุมชน ให้เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งในอดีตที่ชุมชนเคยใช้วัดเป็นสถานที่สำคัญของชุมชนในการดำเนินกิจกรรมใดๆ ก็ตาม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่ทำให้วัดเป็นศูนย์รวมใจศูนย์รวมของความสามัคคีของคนในชุมชนทั้งสิ้น
พระครูวิทิต พัฒนโสภณ ได้ใช้การอบรม การให้ความรู้มาเป็นตัวดึงให้ผู้คนทุกเพศทุกวัยเข้ามาในวัด ท่านเป็นพระที่มีเมตตา มองการณ์ไกลและเป็นผู้มีพรสวรรค์ในเรื่องของวาทศิลป์ ดังจะเห็นได้จากการที่ท่านสามารถเข้ากับชาวบ้านได้ดี การเชิญชวนสนับสนุนชาวบ้านผู้สูงอายุจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุตำบลบ้านเลือกโดยดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้สูงอายุและสมาชิกในชุมชน ตลอดจนการมีโครงการสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาให้พระที่วัดพระศรีอารย์ไปศึกษาเล่าเรียนในระดับที่สูงขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการมาช่วยภารกิจการจัดฝึกอบรม การเป็นวิทยากรในการจัดอบรมในแต่ละครั้ง เป็นต้น ดังตัวอย่างกรณีบทสัมภาษณ์ผู้สูงอายุในชุมชนท่านหนึ่งที่ได้แสดงทัศนะต่อพระครูวิทิต พัฒนโสภณ ดังนี้
“...วัดพระศรีอารย์เป็นวัดใหญ่ ที่มีเจ้าอาวาสที่เป็นพระเก่ง เป็นพระนักพัฒนา มีลูกศิษย์มากมายที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้วบริจาคสมทบทุนสนับสนุนกิจกรรมภายในวัดไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการสร้างถาวรวัตถุหรือกิจกรรมผู้สูงอายุในตำบลบ้านเลือกและกิจกรรมในจังหวัดราชบุรี นอกจากนี้ท่านเจ้าอาวาสยังช่วยสนับสนุนเด็กนักเรียนในการอยู่ค่ายพักแรม ท่านสนับสนุนเรื่องเงิน ซึ่งการสนับสนุนในหลายๆ กิจกรรมของท่านได้ทำให้สังคมตำบลบ้านเลือกเป็นสังคมที่ใกล้ชิดสนิทสนม สามัคคีกันมากขึ้น เห็นหน้ากันบ่อยขึ้น ยิ้มแย้มแจ่มใสให้กันมากขึ้น ซึ่งทำให้คนแก่ผู้สูงอายุมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี...”
จากบทแสดงทัศนะดังกล่าว ได้ทำให้เราสามารถมองเห็นการสนับสนุนกิจกรรมหลายกิจกรรม ซึ่งนอกจากการสนับสนุนกิจกรรมกลุ่มผู้สูงอายุแล้ว พระครูวิทิตยังได้สนับสนุนกลุ่มชาวบ้านในการจัดอบรมการทำแผนแม่บทชุมชนเพื่อนำไปสู่แผนการพัฒนาระดับชุมชนหรือในกลุ่มเด็กภายในชุมชนท่านได้สนับสนุนโดยการจัดฝึกอบรม เข้าค่ายพักแรม เพื่อให้เด็กในท้องถิ่นสามารถเป็นมัคคุเทศก์น้อย คอยให้คำแนะนำ ให้ความรู้หรือเล่าประวัติของวัดหรือของชุมชนให้แก่ญาติโยมจากต่างถิ่นที่มาร่วมทำบุญในวัดด้วย
นอกจากการจัดหลักสูตรฝึกอบรมแล้ว พระครูวิทิตยังได้จัดกิจกรรม “ฟื้นฟูอาหารพื้นถิ่น” ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เป็นเทศกาลกินฟรี เที่ยวฟรี โดยท่านได้ใช้เป็นกุศโลบายการดึงคนภายในชุมชนให้เข้ามาในวัด มาทำบุญร่วมกัน มากินข้าวร่วมกัน โดยโครงการนี้เกิดขึ้นจากที่ท่านเห็นว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผู้คนในชุมชนจะออกไปจากชุมชนเพื่อการท่องเที่ยว จนลืมนึกถึง สิ่งดีๆ ที่มีอยู่ภายในชุมชนของตน
กิจกรรมการจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่พระครูวิทิต พัฒนโสภณได้สนับสนุน โดยเมื่อต้นปี 2544 ท่านได้นำพาสมาชิกในชุมชนไปดูงานที่กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ของพระอาจารย์สุบิน ปณีโต จ.ตราด และการไปศึกษาดูงานที่เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน มูลนิธิพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี ของโรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น การไปศึกษาดูงานได้ทำให้ชาวบ้านมีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้นและได้นำสิ่งดีๆ ที่ได้จากการศึกษาดูงานมาปฏิบัติโดยการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมา เพื่อวัตถุประสงค์ในการรวมคน รวมกลุ่ม การใช้เงินมาเป็นเครื่องมือในการทำกิจกรรมร่วมกัน โดยในระยะแรกมีสมาชิกกลุ่มจำนวน 507 คน และให้ออมอย่างน้อย 20 บาทต่อเดือนแต่ไม่เกิน 200 บาทต่อเดือน ในปีแรก(พ.ศ.2544) สามารถออมได้ประมาณสองหมื่นกว่าบาท ปัจจุบันมีเงินออมประมาณสามล้านบาท และมีสมาชิกเพิ่มขึ้นกว่า 723 คน ซึ่งสมาชิกระยะแรกได้เริ่มที่หมู่ 9 และขยายต่อไปให้ครอบคลุมทั่วทั้งตำบลและจะขยายเป็นเครือข่ายในระดับจังหวัดต่อไป
กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่มีวัดพระศรีอารย์เป็นต้นแบบนี้ ปัจจุบันสามารถขยายได้จำนวนถึง 37 หมู่บ้านในจังหวัดราชบุรีและขณะนี้ได้ขยายไปสู่จังหวัดอื่นๆ ด้วย เช่น นครปฐม สมุทรสงคราม เป็นต้น
ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยี วัดพระศรีอารย์ได้รับเลือกให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีชุมชนระดับจังหวัด ในสมัยนายสรอรรถ กลิ่นประทุมเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ขณะนั้นมีนโยบายการคัดเลือกพื้นที่นำร่องให้เป็นศูนย์เทคโนโลยีชุมชน ซึ่งวัดพระศรีอารย์เป็นหนึ่งในหลายพื้นที่ทั่วประเทศที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน โดยมีเหตุผลในเรื่องของความพร้อมความเหมาะสมทั้งเรื่องของสถานที่และสมาชิกที่หลากหลายที่จะมาใช้บริการได้ และจากการสอบถามถึงการจัดสรรเวลาในการอบรม การสอนเทคโนโลยีให้แก่ชุมชนนั้น ทำให้ทราบว่าได้มีการจัดสรรเวลาเป็น 2 ช่วงใหญ่ๆ คือ ในวันปกติ ให้นักเรียนในชุมชนมาเรียนและในวันหยุดให้คนนอกชุมชนมาเรียนได้ ส่วนในเรื่องของหลักสูตรการสอนจะเน้นการสอนคอมพิวเตอร์ทั้งในระดับพื้นฐานและสามารถใช้งานได้ ตลอดจนหลักสูตรการซ่อมแซมเครื่องคอมฯเพื่อการใช้งานได้ โดยวิทยากรหรือครูที่สอนในแต่ละหลักสูตร ท่านพระครูวิทิตได้ส่งพระภิกษุที่มีความสนใจด้านเทคโนโลยีไปเรียนยังสถาบันการศึกษาต่างๆ แล้วให้นำความรู้นั้นกลับมาสอนและขยายผลในระดับชุมชนต่อไป
3. การดำเนินงานค้นหาความดีชุมชนโดญกระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชนตำบลบ้านเลือก
จุดเริ่มต้นของการทำแผนแม่บทชุมชนตำบลบ้านเลือก เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาชุมชนในพื้นที่ได้นำพาชาวบ้านภายในชุมชนบ้านเลือกไปอบรมการทำแผนแม่บทชุมชนโดยใช้สถานที่ที่วัดพระศรีอารย์ เป็นสถานที่อบรมและการได้แรงสนับสนุนจากเจ้าอาวาสพระครูวิทิต พัฒนโสภณ พระนักพัฒนาที่มุ่งเน้นการดำเนิน สนับสนุนกิจกรรมการพัฒนาให้กับชุมชนมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน
เมื่อการอบรมสิ้นสุดลงได้มีตัวแทนชุมชนตำบลบ้านเลือก จำนวน 8 คน ที่ไปอบรมการทำแผนแม่บทชุมชนและเมื่อกลับมาจากการอบรม ทุกคนต่างเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า
“…แผนแม่บทชุมชนน่าจะสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจนหรือปัญหาการขาดความสามัคคีภายในชุมชน…”
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าตัวแทนชุมชนบ้านเลือกที่ผ่านการอบรมจะเห็นพ้องในเรื่องเดียวกัน แต่เมื่อกลับมายังชุมชน กลับพบข้อจำกัดในการดำเนินการจัดทำแผนแม่บทชุมชนว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไร หลายคนได้นำปัญหาข้อจำกัดดังกล่าวไปบอกเล่าให้ครูวิฑูรย์ ศรีเกษม ซึ่งเป็นครูที่อยู่ในชุมชน ที่ชาวบ้านให้ความเคารพและมีความเห็นว่าครูเป็นผู้ที่มีใจรักการพัฒนาท้องถิ่นเป็นทุนเดิม ดังนั้นการไปปรึกษาเรื่องการทำแผนแม่บทชุมชน จึงได้รับการตอบรับจากครูวิฑูรย์และพร้อมให้ความช่วยเหลือในการดำเนินการจัดทำแผนแม่บทชุมชน
การดำเนินการในระยะแรกได้มีการประสานกับศูนย์ตำบลบ้านฆ้อง ด้วยเห็นว่าตำบลบ้านฆ้องมีจุดแข็งในเรื่องการรวมกลุ่ม ซึ่งขณะนั้นมีนายทองสุก ลาลาด เป็นผู้ประสานงานตำบลบ้านฆ้อง การพบปะพูดคุยหารือการทำแผนแม่บทชุมชนระหว่างตำบลบ้านเลือกและตำบลบ้านฆ้องจึงมีขึ้น โดยเห็นว่าการขยายเรื่องแผนแม่บทชุมชนสู่ตำบลใกล้เคียงน่าจะเป็นเรื่องดี โดยการถือคติการทำงานว่า “หลายหัวดีกว่าหัวเดียว” ตั้งแต่นั้นมาแนวคิดดังกล่าวจึงได้กลายมาเป็น การเชื่อม เกาะเกี่ยวเป็นเครือข่ายการทำแผนแม่บทชุมชนขึ้นมาใน 9 ตำบลและ 1 เทศบาลใกล้เคียง ดังนี้ ตำบลบ้านเลือก ตำบลบ้านฆ้อง ตำบลบ้านสิงห์ ตำบลดอนทราย ตำบลเจ็ดเสมียน ตำบลหนองโพธิ์ ตำบลดอนกระเบื้อง อ.บ้านโป่ง ตำบลดอนกระเบื้องอำเภอโพธาราม ตำบลคลองตาคตและเทศบาลโพธาราม
การเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย
ในส่วนของกำไรที่<