1.6.6

ข่าวน่าสนใจ

Page 1 of 4  > >>

Aug 10, 2010
Category: General
Posted by: tammasan
Aug 6, 2010
Category: General
Posted by: tammasan
ประชาสัมพันธ์ข่าววันแม่แห่งชาติ
Aug 6, 2010
Category: General
Posted by: tammasan
Jul 18, 2010
Category: General
Posted by: tammasan
CMS - 1.6.6 - Bonde
 

ตำบลท่าตะคร้อ

ศูนย์คุณธรรมตำบลท่าตะคร้อ

ประสบการณ์การจัดกระบวนแผนแม่บทชุมชน

สู่การสร้างการยอมรับและรับรองสถานภาพองค์กรชุมชน

 เครือข่ายองค์กรชุมชนตำบลท่าตะคร้อ

 

บริบทชุมชน

          หากกล่าวถึงที่มาของชื่อบ้านท่าตะคร้อ ชาวชุมชนดั้งเดิมในชุมชนท่าตะคร้อซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทดำ(ลาวโซ่ง) ที่ได้อพยพมาจากเขตอำเภอเขาย้อย ได้บอกเล่าถึงความเป็นมาในการตั้งชื่อชุมชนของกลุ่มตนว่า การตั้งชื่อชุมชนเกิดจากสภาพแวดล้อมที่มีสถานที่ตั้ง การจัดตั้งบ้านเรือนอยู่ริมลำห้วยแม่ประจันต์ ตลอดเส้นทางที่ท่าน้ำแม่ประจันต์ จะมีต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านเรียก ต้นตะคร้อ เมื่อผลสุกสามารถรับประทานได้ มีรสชาติเปรี้ยว ขึ้นอยู่มากมายในบริเวณนั้น ด้วยสภาพแวดล้อมที่โดดเด่นของชุมชนดังกล่าวจึงได้กลายเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านตั้งแต่นั้นมา จวบจนปี 2529 หมู่บ้านท่าตะคร้อได้ถูกยกฐานะเป็นตำบลท่าตะคร้อ ในเขตปกครองของอำเภอหนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี มีจำนวนหมู่บ้านทั้งสิ้น 8 หมู่บ้าน ดังนี้

          หมู่ 1 บ้านวังซอ

          หมู่ 2 บ้านท่าตะคร้อ

          หมู่ 3 บ้านหนองรี

          หมู่ 4 บ้านสามเรือน

          หมู่ 5 บ้านทุ่งเคล็ด

          หมู่ 6 บ้านพุบอน

          หมู่ 7 บ้านหนองมะไฟ

          หมู่ 8 บ้านท่าตะคร้อเหนือ

          สภาพพื้นที่โดยทั่วไปของชุมชน มีลักษณะเป็นที่ราบสูง มีป่าเขาส่วนหนึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยมีอาณาเขตชุมชน ดังนี้

ทิศเหนือ ติดเขต ต.หนองหญ้าปล้อง อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

ทิศใต้ ติดเขต ต.หนองกะปุและบ้านทาน อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี

ทิศตะวันออก ติดเขต ต.ไร่โคก อ.บ้านลาดและตำบลห้วยท่าช้าง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี

ทิศตะวันตก ติดเขต ต.ยางน้ำกลัดใต้ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

สำหรับจำนวนประชากรของตำบลท่าตะคร้อ มีจำนวนประชากรทั้งสิ้นประมาณ 3,710 คน แบ่งเป็นชาย 1,889 คน หญิง 1,821 คน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ทอผ้าและค้าขาย

 

 

 

 

 

แผนแม่บทชุมชน : จุดเริ่มต้นการพัฒนาชุมชนอย่างมีทิศทาง

 

            “...แผนแม่บทชุมชน คือ เครื่องตอกย้ำให้สังคมภายนอกได้รับรู้ว่าชุมชนคิดเอง ทำเองและเป็นการ ทำจริง เป็นการปฏิบัติงานตามแผนของชุมชนที่ชุมชนคิดขึ้นมาเอง มิใช่การคิดโดยภาครัฐหรือหน่วยงานภายนอกมาคิดให้ แผนชุมชนเปรียบเสมือนเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนทิศทางการพัฒนาโดยชุมชนเอง...”

 

คำกล่าวของผู้ใหญ่สมภร ทัพนาค แกนนำคนสำคัญของบ้านหนองรี ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งความเป็นมาของการทำแผนแม่บทชุมชนตำบลท่าตะคร้อได้ผ่านคำบอกเล่าของผู้ใหญ่สมภร ว่า การทำแผนแม่บทชุมชนเริ่มต้นเมื่อปี 2542 ซึ่งเกิดจากการพูดคุยในที่ประชุมประจำเดือนของหมู่บ้าน  มีการพูดถึงปัญหาหนี้สิน เงินรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ซึ่งในที่ประชุมได้มีการคิดร่วมกันว่าควรมีการสำรวจรายได้ชุมชน ในขณะที่กำลังมีการพูดคุยปรึกษาเรื่องปัญหาดังกล่าว ได้มีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นตัวแทนกองทุนเพื่อสังคม (Social Investment Fund : SIF) มาร่วมประชุมด้วยและได้สนับสนุนชาวบ้านในการจัดทำแผนชุมชนขึ้นมา มีการดำเนินการจัดทำแบบสำรวจชุมชนครัวเรือน จำนวน 80 ครัวเรือนในหมู่บ้านหนองรี ต่อมามีการขยายการสำรวจไปทั้งตำบล ซึ่งปัญหาที่สำรวจพบเป็นอันดับแรก คือ ค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ค่าใช้จ่ายที่พบมากสุดคือ ค่าใช้จ่ายประจำวันทั้งจ่ายสินค้าจำเป็น-สินค้าฟุ่มเฟือย ปัญหาที่พบลำดับต่อมา คือ การขาดแหล่งน้ำการเกษตร แล้งซ้ำซาก ชาวบ้านตกอยู่ในภาวะเป็นหนี้  เช่น หนี้จากภาคการเกษตร และปัญหาประการสุดท้ายคือ ปัญหาการขาดอาชีพเสริมที่มาช่วยเพิ่มรายได้

จากปัญหาที่พบดังกล่าวได้มีการสรุปสาเหตุของปัญหาร่วมกันว่ามาจากทางใดบ้าง ปรากฏว่าสาเหตุสำคัญที่พบ คือ มีเงินไหลออกจากชุมชนทุกอาทิตย์  มีพ่อค้าแม่ค้าจากภายนอกชุมชนนำสินค้าเข้ามาค้าขายภายในชุมชน จากสาเหตุปัญหาดังกล่าวชาวชุมชนได้มีการคิดแก้ไขปัญหาร่วมกัน คือ การสกัดกั้นเงินไหลออกจากชุมชน โดยดำเนินการจัดตั้งร้านค้าชุมชนขึ้นมา มีการตั้งกฎกติการ้านค้าชุมชนร่วมกันและการแบ่งบทบาทหน้าที่ตามมติการประชุมภายในชุมชนที่ใช้หลักการเลือกคนภายในชุมชนเข้ามาทำงานโดยอาศัยประสบการณ์การอยู่ร่วมกันในชุมชนที่มีระยะเวลายาวนานจนเกิดความไว้วางใจกัน ซึ่งสมาชิกร้านค้าชุมชนแรกตั้งมีจำนวน 11 คน เป็นสมาชิกที่มาจากสมาชิกภายในหมู่บ้าน สมาชิกสามารถลงหุ้นได้หุ้นละ 100 บาท แต่ซื้อหุ้นได้ไม่เกิน 100 หุ้น  มีการดำเนินการขอสนับสนุนงบจาก อบต.ท่าตะคร้อ ได้งบ 120,000 บาท  สร้างอาคารร้านค้า มีการตั้งคณะกรรมการโดยการเลือกตั้งผู้จัดการร้านค้า มีการแบ่งรายได้ให้ 40 เปอร์เซ็นต์ 6 เดือนปันหุ้น 1 ครั้ง ให้สมาชิกร้อยละ 30 ของกำไร มียอดหมุนเวียนเดือนละแสน และสร้างแรงจูงใจให้แก่สมาชิกโดยการปันผลให้แก่สมาชิกที่ซื้อสินค้าจากร้านค้าชุมชนจำนวนมากจะสามารถได้ปันผลคืนกำไรให้แก่สมาชิกมากเช่นเดียวกัน สำหรับสินค้าที่นำมาขายในร้านค้าชุมชนจะเน้นสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ข้าวสาร น้ำปลา ยาสีฟัน ผงซักฟอก อาหารแห้ง แก๊สและน้ำมัน เป็นต้น ปัจจุบันร้านค้าชุมชนบ้านหนองรีมีสมาชิกจำนวน 93 คน มีเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 80,000 กว่าบาท

จากการดำเนินกิจกรรมการสำรวจปัญหาของชุมชนและการร่วมกันจัดตั้งร้านค้าชุมชนขึ้นมาในหมู่บ้าน ได้ส่งผลดี คือ ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันภายในชุมชนมากขึ้น ชาวชุมชนมีเวลาในการเสวนาพูดคุยกันมากขึ้น ซึ่งจากการพูดคุยได้นำมาสู่การทำกิจกรรมการพัฒนาที่หลากหลายและมีความต่อเนื่อง การดำเนินกิจกรรมการจัดทำแผนแม่บทชุมชนและกิจกรรมการพัฒนาร่วมกันได้สร้างกระบวนการคิด  การสะท้อนถึงสิ่งดีๆ การค้นหาต้นทุนที่มีภายในชุมชนร่วมกันหรือที่เรียกว่า “ทุนทางสังคม” ซึ่งกระบวนการค้นหาดังกล่าวได้ทำให้ชาวชุมชนพบว่าแท้จริงแล้วชุมชนของตนมีทุนทางสังคมอยู่มากมาย ดังนี้

  • ชาวชุมชนอยู่กันอย่างพี่น้อง “เสมือนญาติ” มีความเอื้ออาทรในชุมชนและมีความเป็นอยู่ร่วมกันอย่างสงบ
  • ชุมชนมีทรัพยากรธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้
  • ชุมชนมีวัฒนธรรมที่ดีงาม ทรงคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์และถ่ายทอดสืบสานไปสู่คนรุ่นหลัง อีกทั้งการมีวัฒนธรรมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ได้นำมาซึ่งการรวมตัวกันภายในชุมชนโดยมีวัฒนธรรมเป็นรากฐานของการรวมตัวกัน การทำกิจกรรมและการพบปะกัน เช่น งานบุญประเพณีสงกรานต์ที่มีขบวนแห่โดยใช้ศิลปะดนตรีกลองยาวที่ชาวชุมชนมีความสามารถโดดเด่นในเรื่องดนตรีกลองยาว
  • คนภายในชุมชนมีอาชีพหนึ่งที่ทำกันมาเนิ่นนาน เป็นลักษณะการทำธุรกิจค้าขายเล็กๆ ภายในครอบครัว คือ การเพาะเห็ดหูหนูขายส่งตลาดที่อำเภอโพธาราม วันละไม่ต่ำกว่า 10 ตัน ซึ่งเป็นอาชีพที่น่าสนใจที่ควรแก่การพัฒนาเป็นอาชีพเสริมให้แก่คนในชุมชนได้
  • คนภายในชุมชนมีอาชีพเป็นเกษตรกรที่มีการเลี้ยงวัวเกือบทุกครัวเรือน ทำอย่างไรจะสามารถต่อยอดจากกลุ่มเลี้ยงวัวนี้ไปสู่การขยายเป็นกลุ่มการทำปุ๋ยหมักได้

 

แผนแม่บทชุมชนในมิติมุมมองและประสบการณ์ของภาคีความร่วมมือ

          กระบวนการทำแผนแม่ชุมชนในพื้นที่ตำบลท่าตะคร้อจากที่นำเสนอในเบื้องต้น หากเราได้พิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นกระบวนการพัฒนาหนึ่ง ที่เกิดจากหลายฝ่ายเข้ามาทำงานร่วมกันเป็นกระบวนการดำเนินงานพัฒนาของชุมชนที่ชาวชุมชนมีจิตสำนึกร่วม (Conscious) ร่วมกัน ซึ่งกระบวนการพัฒนาการจัดทำแผนแม่บทชุมชนดังกล่าวได้กลายเป็นเวทีการเกิดภาคีความร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นชาวชุมชนท่าตะคร้อที่ถือว่าเป็นนักพัฒนาภายในชุมชนหรือนักพัฒนาจากภายนอกชุมชน เช่น เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน ประชาสังคม ฯลฯ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นแรงผลัก เป็นที่ปรึกษา เป็นพี่เลี้ยง เป็นเพื่อนร่วมคิด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดกระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชนในพื้นที่แห่งนี้

          การฟังเสียงจากชาวชุมชนนับว่าเป็นเรื่องสำคัญ เช่นเดียวกัน...กับการฟังเสียงจากนักพัฒนาก็ถือว่ามีความสำคัญเหมือนกัน เพราะการทำงานพัฒนาในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ผู้เขียนเชื่อแน่ว่าคงจะขาดคนจากส่วนใดส่วนหนึ่งมิได้ การฟังจากหลายเสียงจะทำให้เกิดมิติมุมมองการพัฒนาที่หลากหลายและมีความลุ่มลึก ซึ่งเราท่านสามารถนำมุมมองที่เกิดจากประสบการณ์ที่หลากหลายของนักพัฒนาเหล่านั้น มาปรับประยุกต์และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในกระบวนการพัฒนาได้ ดังที่ท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้กล่าวถึง กระบวนการเกิดการพัฒนาจะขาดเสียส่วนใดส่วนหนึ่งมิได้ อย่างน้อยต้องมีสามส่วนดังกล่าวนี้ประกอบเข้าด้วย คือ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมและภาควิชาการ/สื่อมวลชน อันเชื่อได้แน่ว่าหากทั้งสามส่วนนี้มาทำงานร่วมกัน จะสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนอย่างสำคัญให้เกิดการพัฒนาไปตามทิศทางและเป้าหมายที่วางไว้ร่วมกันได้ ซึ่งต่อมาสามส่วนดังกล่าวข้างต้นได้กลายมาเป็นทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ที่เราท่านนักพัฒนาทั้งหลายได้รู้จักกันเป็นอย่างดี

          เช่นเดียวกันกับงานเขียนชิ้นนี้ ผู้เขียนมิได้ปรารถนาที่จะสะท้อนให้เห็นเพียงเสียงหนึ่งเสียงใด หากแต่ปรารถนาที่จะให้เห็นเสียงสะท้อนจากมิติมุมมองของนักพัฒนาส่วนอื่นบ้าง ดังนั้น สิ่งที่จะได้อ่านต่อไป จึงเป็นเรื่องราวเสียงสะท้อนเรื่องแผนแม่บทชุมชนในมิติมุมมองประสบการณ์ในสายตาของนักพัฒนาภาคประชาสังคมท่านหนึ่ง ที่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชน การทำงานร่วมมือกับภาครัฐ ตลอดจนการทำงานร่วมมือกับขบวน ศตจ.ปชช.จังหวัด

 

          “แผนแม่บทชุมชนเปรียบเสมือนเครื่องมือให้ชาวบ้านได้รู้จักตนเอง ได้เห็นสิ่งที่เคยอยู่ เคยเป็น เห็นอดีตและปัจจุบัน ดังนั้นการที่ชุมชนจะนำแผนชุมชนไปใช้ ต้องรู้จักแผนชุมชนทุกด้าน ดังนี้ 1) การรู้จักตนเอง รู้จักทุนทางสังคม รู้จักทรัพยากร 2) การรู้จักภายนอก เช่น เรื่องนโยบาย กระแสภายนอกที่ส่งมาถึงเช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ สิทธิชุมชน ฯลฯ 3) การรู้ระบบการบริหารจัดการท้องถิ่น เช่น การสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการท้องถิ่นของตน ดังนั้น แผนแม่บทชุมชนจะเป็นสิ่งที่กำหนดให้ชาวบ้านสามารถคิด วางแผนและปฏิบัติได้”

         

          เสียงสะท้อนเบื้องต้นเป็นเสียงที่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ของนักพัฒนาท่านหนึ่ง คุณสุธิดา แสงเพชร ผู้ประสานงานเครือข่ายการพัฒนาและประชาสังคมจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งได้เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมหนึ่งในการจัดทำแผนแม่บทชุมชนในพื้นที่ท่าตะคร้อ โดยได้แสดงทัศนะเรื่องแผนแม่บทชุมชนซึ่งสามารถประมวลสรุปได้ว่า การทำแผนแม่บทชุมชนทำให้เกิดการได้มาซึ่งข้อมูล เมื่อได้ข้อมูลมาจะทำให้นำไปสู่การวิเคราะห์ สังเคราะห์ศักยภาพ ซึ่งในการวิเคราะห์สังเคราะห์นี้จำเป็นต้องมีผู้รู้ ผู้ที่เข้าใจเข้ามาช่วยวิเคราะห์สังเคราะห์บนฐานข้อมูลของชุมชน และช่วยเติมเต็มให้ชุมชนได้เห็นสิ่งที่เป็นโอกาส ความเสี่ยงหรืออุปสรรค ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงแนวโน้ม สถานการณ์ในระดับต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นในระดับชุมชน ตำบล ภูมิภาค ประเทศหรือโลก เช่น แนวโน้มการขาดแคลนทรัพยากรในอนาคต ทำอย่างไรจะทำให้ชุมชนได้เห็นความสำคัญของระบบนิเวศน์ การนำวิชาความรู้สมัยใหม่มาปรับประยุกต์กับภูมิปัญญาเดิมหรือการเลือกรับ จัดปรับ ผสมผสานเทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้ามาใช้ให้สอดคล้องกับบริบทชุมชน หรือการนำพาชุมชนได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยน ศึกษาดูงานกับพื้นที่อื่นๆ กระบวนการทั้งหลายนี้สามารถถือได้ว่าเป็นกระบวนการหนึ่งที่นำไปสู่การทำให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ และการจัดการตนเองได้ คือการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นอันเป็นฐานรากสำคัญของสังคม

          ดังนั้น คน[1]ที่จะนำเอากระบวนแผนชุมชนไปใช้ในการเอื้ออำนวยกระบวนการกับชุมชน จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องแผนชุมชนอย่างครบถ้วนต้องรู้อย่างเข้าใจในกระบวนของแผน เช่น แผนแม่บทชุมชนเป็นกระบวนการในการค้นหาและสร้างการยอมรับความดีของคนและชุมชน เป็นการทำให้ชุมชนมีความสุขเป็นความสุขที่เกิดจากฐานความต้องการของชุมชน ซึ่งการทำความเข้าใจเรื่องแผนชุมชนไม่ควรรู้เพียงเรื่องเทคนิคหรือการเป็นวิทยากรที่ไปบอกเล่าเรื่องแผนชุมชนให้ชาวบ้านฟัง แต่ควรเป็นวิทยากรกระบวนการแบบมีส่วนร่วม หมายถึง กระบวนการที่สามารถดึงศักยภาพของคนในชุมชนทั้งหมดมาทำเรื่องแผน ให้เป็นแผนที่คนดี-ความดีหรือที่เรียกว่า Human Mapping ซึ่งเป็นการดึงเอาคุณค่าความดีของคนในชุมชน คนเล็กคนน้อยหรือคนที่มีเสียงเงียบในชุมชนเข้ามาร่วมรวมพลังทำแผนพัฒนาชุมชน ดังนี้จึงจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นการทำแผนชุมชนที่เกิดจากการมีส่วนร่วมและมีความเหมาะสมกับคน ชุมชน สังคมท้องถิ่นนั้นอย่างแท้จริง

          หากจะขยายความของ Human Mapping, Human Mapping เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถนำมาใช้ในบริบทที่หลากหลาย โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้ของคนเป็นที่ตั้ง เป็นการเข้าถึงคุณค่าพื้นฐานของคนหรือเป็นการเข้าถึงความดีของคน ชุมชนนั้นๆ ว่ามีอะไรบ้าง โดยมองทั้งในมิติระบบคุณค่า ความสามารถ ศักยภาพ ความดีงามผสานกับการมองในมิติขององค์ความรู้ที่เป็น ระบบคิด ประสบการณ์ ภูมิปัญญาที่ยังประโยชน์แก่การถ่ายทอดและนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งในมิตินี้จะให้ความสำคัญในฐานคิดที่ว่า “ฐานความรู้อยู่ในตัวคน” คนทุกคนมีความรู้อยู่ในตัวตนที่สะสม ได้มาจากประสบการณ์ชีวิต การลองถูกลองผิด การทำงาน อันเป็นสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้การใช้วิถีชีวิตร่วมกันทั้งระหว่างคนกับคน หรือคนกับธรรมชาติหรือที่เราเรียกว่า การเรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติ(Interactive Learning through Action)  ดังนั้นความรู้ของตัวคนแต่ละคนจึงมีความแตกต่างหลากหลาย และความรู้ที่แตกต่างหลากหลายนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดความมั่นใจ มั่นคง มั่นใจในสิ่งที่เขาคุ้นเคย เช่น มั่นใจในอาชีพการทำนา มั่นใจในการใช้ยาสมุนไพร ฯลฯ และถ้าหากมีการส่งเสริมให้แต่ละคนเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา จะสามารถทำให้เกิดสิ่งที่มีคุณค่าอย่างมหาศาลเหมาะสมกับการนำไปใช้กับสถานการณ์ บริบทสภาพแวดล้อมชุมชนของตนได้ อีกทั้งเป็นกระบวนการหนึ่งของการเสริมแรงกระตุ้นให้เกิดการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน เช่นเดียวกันกับการทำแผนแม่บทชุมชนของคนท่าตะคร้อ คนในชุมชนแห่งนี้ถือว่าได้มีการเริ่มเข้าสู่กระบวนการทำแผนที่คนดี ค้นหาความดีในชุมชนร่วมกัน เพราะการทำแผนแม่บทชุมชนคือ การค้นหาข้อมูลของชุมชนในทุกๆ ด้านว่าชุมชนนี้มีทุนอะไรบ้าง เช่น ทุนคน(ความดี ความเก่งของแต่ละคน) ทุนทางทรัพยากรดิน น้ำ ป่า แร่ธาตุ ทุนภูมิปัญญา ทุนวัฒนธรรม ทุนทางสังคม การประกอบอาชีพ การทอผ้า จักสานตับจาก ความรู้เรื่องป่า ความรู้เรื่องดิน หรือ วิกฤตปัญหาที่เกิดขึ้นภายในชุมชน ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มป่าชุมชนของตำบลท่าตะคร้อเกิดมาจากมีพ่อเผียน เกิดขาว ซึ่งเป็นผู้รู้ในชุมชนด้านป่าชุมชนและสมุนไพร เป็นผู้เห็นความสำคัญของป่า จึงเป็นตัวตั้งตัวตีในการสนับสนุนการจัดตั้งป่าชุมชน จัดตั้งคณะกรรมการดูแลป่าในชุมชนขึ้นมา หรือหากถามถึงข้อมูลของคนที่มีความสามารถในการสานตับจากหญ้าคาได้อย่างแน่นหนา รวดเร็วและสวยงามของตำบลท่าตะคร้อต้องไปหายายลำพวน หรือหากจะไปหาความรู้เรื่องการนำกลอย[2]จากป่ามาประกอบอาหารต้องไปหาพ่อสมภร เป็นต้น

 

          ทัศนะมุมมองในมิติการสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ

          เมื่อชุมชนได้แผนแม่บทชุมชนออกมาแล้ว ประเด็นคำถามสำคัญต่อไปอยู่ที่ว่า ชุมชนจะสามารถนำเสนอแผนนั้นให้นำไปสู่การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐในท้องถิ่นได้อย่างไร ทั้งนี้เพื่อแผนนั้นจะได้ตอบสนองการพัฒนาที่เกิดจากความต้องการของชุมชนได้อย่างถูกจุด ซึ่งต่อประเด็นคำถามดังกล่าว ได้เกิดทัศนะที่สามารถประมวลได้ว่า เมื่อชาวบ้านทุกส่วนในชุมชนได้มาร่วมทำแผน และเกิดแผนร่วมกันแล้ว ชุมชนต้องสามารถบอกได้ว่าแผนนี้มีความสำคัญ สอดคล้องกับชุมชนหรือความต้องการของตนอย่างไร มีระยะเวลาของแผนกี่ปี แผนนี้จะเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใดบ้างหรือควรมีสิ่งใดมารองรับรับรองหรือไม่ เช่น “แผนแม่บทนี้เป็นแผนที่กำหนดอนาคตของชุมชนว่าชุมชนแห่งนี้จะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของชุมชนภายใน 5 ปี เป็นชุมชนที่สงบ งดงามตามวิถีพอเพียง” ซึ่งชุมชนต้องสามารถตอบได้ว่าแผนนี้มีเป้าหมายอย่างไร มีกิจกรรมอะไร ใครเป็นคนทำ ทำแล้วได้อะไร จะนำแผนไปใช้เมื่อไรหรือไปเกี่ยวข้องกับใครบ้าง ระยะเวลาของการเสนอแผนชุมชนเข้าสู่หน่วยงานส่วนท้องถิ่นกำหนดไว้ช่วงไหน เป็นต้น ทั้งนี้การที่ชุมชนสามารถตอบคำถามดังกล่าวได้อย่างชัดเจนจะทำให้ชุมชนเข้าใจทั้งตนเองและเข้าใจในระบบการบริหารราชการของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น การรู้ว่าส่วนราชการมีการทำแผน 3 ปี หรือ 5 ปี หรือแผน อบต. ต้องทำให้เสร็จก่อนการเสนอขออนุมัติงบประมาณ ดังนั้นชุมชนต้องรู้ว่าจะเสนอแผนต่อ อบต. ในช่วงเดือนใด เป็นต้น

          ข้อพิจารณาที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ชุมชนต้องตระหนัก คือ ในเรื่องการทำความเข้าใจกับข้อจำกัดของหน่วยงานรัฐ หน่วยงานรัฐไม่สามารถมีอำนาจตัดสินใจอย่างโดดๆ ได้ ดังนั้นการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐเป็นสายการบริหารแบบผู้บังคับบัญชา บางอย่างสิ่งที่ชุมชนเสนอไปอาจต้องใช้เวลา ดังนั้น การทำงานที่แสวงหาจุดร่วมเดียวกัน การรับประโยชน์ร่วมกัน เช่น หน่วยงานรัฐที่เข้ามาทำงานในชุมชนก็ย่อมต้องการผลงานในขณะที่ชุมชนต้องการเสนอแผนพัฒนาที่เกิดจากความต้องการของชุมชนเอง แต่เป้าหมายที่สามารถร่วมกันได้ คือ การพัฒนาให้เกิดความอยู่ดีมีสุขในชุมชน จุดนี้เห็นว่า ภาครัฐกับภาคประชาชนต้องทำความเข้าใจระหว่างกัน การสร้างความสัมพันธ์แนวราบที่ให้ความสำคัญกับคนทุกคนอย่างเท่าเทียม หมายถึง ถ้าเราให้ความสำคัญกับชุมชนก็ต้องให้ความสำคัญกับภาครัฐด้วยเหมือนกัน

 

ทัศนะมุมมองในมิติการสร้างความร่วมมือกับศูนย์อำนวยการปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภาคประชาชน (ศตจ.ปชช.)

 

          “…ผู้แทนหรือคณะทำงาน ศตจ.ปชช.จังหวัด ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่นั้นๆ ถือได้ว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน สามารถเข้าถึงโอกาสของการใช้นโยบาย ทรัพยากรบุคคลหรืองบประมาณลงไปสู่ชุมชนโดยตรง ดังนั้นผู้ที่เข้ามาทำงานตรงนี้ต้องมีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงที่จะช่วยพัฒนาสังคมของตน...”

 

จากคำกล่าวเบื้องต้นได้ถูกขยายความเพื่อความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้น ต่อบทบาทของคณะทำงาน ศตจ.ปชช.ว่าควรมีบทบาทอย่างไร และจะสามารถสร้างความร่วมมือในการทำงานกับภาคประชาชนอย่างไร โดยสามารถสรุปได้จากการสัมภาษณ์นักพัฒนาที่มีประสบการณ์การพัฒนาร่วมกับชุมชน ซึ่งเป็นเสียงหนึ่งเสียงที่สื่อออกมาได้ว่า คณะทำงาน ศตจ.ปชช.จังหวัด  ควรเป็นผู้ทำหน้าที่ในเชิงนโยบาย กำกับ ติดตาม สนับสนุน การเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นได้เข้ามาร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชุมชนของตน ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมายังมีข้ออ่อน คือ ภาคประชาชนยังไม่มีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผลการทำงานร่วมกัน โดยเห็นควรเสนอว่า ควรนำภาคประชาชนเข้ามาร่วมติดตามประเมินผลการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม ทั้งนี้เพื่อชุมชนจะได้ทราบประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการดำเนินงาน และหากชุมชนสามารถเข้าใจการประเมินผลว่า การประเมินผลไม่ใช่เพื่อการตรวจสอบ แต่หากการประเมินผล คือ การที่จะรู้ว่าสิ่งที่ชุมชนทำและดีแล้วจะรักษาไว้อย่างไร หรือทำให้ดีเพิ่มขึ้นอย่างไร หรือสิ่งที่ชุมชนทำแล้วล้มเหลวและจะหาทางแก้ไขอย่างไร เป็นต้น แต่เนื่องจากที่ผ่านมาการประเมินผลยังให้ความสำคัญกับนักวิชาการภายนอกเข้ามาเป็นกลไกในการติดตาม ซึ่งนักวิชาการอาจไม่ทราบที่มาของชุมชนว่าเป็นอย่างไร มีบริบทอย่างไรหรือชุมชนกำลังทำอะไร ดังนั้นบทบาทที่คณะทำงาน ศตจ.ปชช.ควรเห็นเป็นเรื่องสำคัญ คือ

  • การประสานความร่วมมือ
  • การกำกับ ติดตาม สนับสนุนชุมชน
  • การติดตามประเมินผลการดำเนินงานอย่างมีส่วนร่วม
  • การจัดการความรู้ เช่น การทำงานร่วมกันต้องสามารถรู้ได้ว่าแผนงานโครงการที่เกิดขึ้นมีที่มาอย่างไร มีวิธีจะทำงานอย่างไร มีปัจจัยเงื่อนไขใด มีความสำเร็จหรือล้มเหลวหรือไม่ ฯลฯ ซึ่งทั้งหลายนี้ต้องสามารถเป็นบทเรียน สามารถนำบทเรียนไปใช้ในการทำงานครั้งต่อไปและต้องสามารถถ่ายทอดให้แก่ภาคีอื่นๆ ได้เสมอ

นั่นอาจเป็นเพียงเสียงสะท้อนหนึ่ง แต่แฝงไว้ซึ่งความหมายและหากเราท่านนำมาพิจารณาแล้ว เชื่อแน่ว่า สื่อสะท้อนเบื้องต้นจะสามารถนำมาเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมได้

 

องค์กรชุมชน : ผลได้จากการจัดทำแผนแม่บทชุมชน

         

คำกล่าวที่ว่า “...การจัดทำแผนแม่บทชุมชนนำไปสู่การขยายกลุ่มกิจกรรมการพัฒนาชุมชนในหลายๆ เรื่อง เป็นการทำด้วยความเข้าใจ เป็นการเห็นปัญหาโดยชุมชน เมื่อชุมชนทำแล้วสามารถเกิดความภาคภูมิใจ ชุมชนเห็นว่าการจัดทำแผนแม่บทชุมชนสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนได้ระดับหนึ่ง...”  เป็นคำกล่าวของตัวแทนชุมชนแห่งตำบลท่าตะคร้อท่านหนึ่ง ที่กลั่นกรองออกมาจากประสบการณ์การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำแผนแม่บทชุมชน ซึ่งการดำเนินการจัดทำแผนแม่บทชุมชนของตำบลท่าตะคร้อ ได้นำมาสู่การเกิดขึ้นขององค์กรชุมชนด้านการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีองค์กรชุมชนที่หลากหลาย เช่น กลุ่มเพาะเห็ด กลุ่มปุ๋ยหมักชีวภาพ กลุ่มองค์กรธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริ กลุ่มองค์กรป่าชุมชน เป็นต้น ซึ่งภาพรวมของกลุ่มองค์กรชุมชนเหล่านี้ได้เน้นไปที่การดำเนินกิจกรรมที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายที่เป็นจุดร่วมเดียวกัน คือ การพัฒนากลุ่มตน ชุมชนของตนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นการเดินไปสู่เส้นทางการพึ่งตนเองและการแก้ไขปัญหาความยากจนโดยชุมชน ซึ่งภายในชุมชนตำบลท่าตะคร้อมีการรวมกลุ่มอย่างหลากหลายประมาณ 20 กลุ่มโดยแยกเป็นประเภทได้ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทกลุ่มอาชีพ จำนวน 8 กลุ่ม ประเภทกลุ่มออมทรัพย์ จำนวน 4 กลุ่ม และกลุ่มอื่นๆ จำนวน 8 กลุ่ม โดยจะยกตัวอย่างกลุ่มองค์กรเพียงบางกลุ่มมาอธิบายการเกิดขึ้นของกลุ่มองค์กรเพื่อสามารถมองเห็นภาพการเกิดของกระบวนการกลุ่ม มีสาระสังเขป ดังนี้

  1. กลุ่มเพาะเห็ด เป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างอาชีพเสริมให้แก่คนภายในชุมชน โดยมีจุดเริ่มต้นที่เกิดจากกระบวนการสำรวจชุมชน สำรวจทุนภายในชุมชนเพื่อนำไปสู่กระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชน พบว่า ชุมชนท่าตะคร้อมีจุดเด่นเรื่อง การเพาะเห็ดหูหนูส่งขายสู่ชุมชนภายนอกวันละไม่ต่ำกว่า 10 ตัน ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ที่ดีทางหนึ่ง โดยมีผู้รู้ในชุมชนที่มีความรู้เรื่องการเพาะเห็ด คือ นายเรียน ร้อยนาค ซึ่งเป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์จริง และเมื่อชาวชุมชนเห็นศักยภาพของนายเรียนดังนั้น จึงมาขอเรียนรู้ศึกษาและขอให้จัดตั้งเป็นกลุ่มเพาะเห็ดขึ้นมาในปี 2535 ครั้นเมื่อดำเนินกิจกรรมไปได้ระยะหนึ่งทำให้ชาวชุมชนเห็นปัญหาว่า ถึงแม้ชุมชนจะสามารถเพาะเห็ดหูหนูขายได้ แต่ชุมชนไม่สามารถผลิตเชื้อเห็ดเองได้ ชุมชนจึงต้องสั่งซื้อเชื้อเห็ดจากภายนอกชุมชน จากปัญหาดังกล่าวชุมชนได้มีการคิดแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยการตั้งโรงบ่มเชื้อเห็ด ผลิตเชื้อเห็ดโดยชุมชนและมีการประสานขอการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานเกษตร พัฒนาชุมชนและได้เข้าร่วมการฝึกอบรมการผลิตเชื้อเห็ดจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จากการดำเนินการจัดตั้งกลุ่มเพาะเห็ดของชุมชนดังกล่าวได้นำมาซึ่งการลดค่าใช้จ่ายการซื้อเชื้อเห็ดจากชุมชนภายนอกได้ ทำให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้อีกทางหนึ่ง
  2. กลุ่มองค์กรธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริ หรือ กลุ่มออมทรัพย์ชุมชน เป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อเน้นเรื่องการออมทรัพย์เป็นเป้าหมายหลัก โดยนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “เงินของเราเอง ทำไมต้องไปให้คนอื่นมาบริหาร ทำไมคนในชุมชนไม่จัดการกันเอง” ซึ่งพระราชดำรัสดังกล่าวได้กลายเป็นข้อคิด แนวทางในการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ชุมชนขึ้นมา
  3. กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชน เป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อต้องการอนุรักษ์ป่าชุมชนของกลุ่มตน บนเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขาปุ้ม-ยางหัก การเกิดกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนของชาวบ้านที่นี่ เกิดจากสภาพปัญหาที่มีนายทุนเข้ามาทำสัมปทานเหมืองแร่ฟลูออไรด์และทำให้เกิดการตัดโค่นทำลายป่า สร้างถนนเข้าออกจากป่า และทำให้คนที่มาจากพื้นที่อื่นใช้ถนนเข้าไปตัดไม้ในป่าได้ง่ายขึ้น เป็นสาเหตุให้ป่าเริ่มเสื่อมโทรม ป่าไม้ร่อยหรอลง ชุมชนบ้านหนองรีเริ่มลำบากเพราะขาดแคลนไม้ใช้สอย ดังนั้นจากสภาพปัญหาดังกล่าวได้ทำให้ชาวชุมชนเกิดความตระหนักให้ความสำคัญของป่า จึงเป็นที่มาของการตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนขึ้นมา ซึ่งป่าชุมชนที่นี่สามารถกล่าวได้ว่าเปรียบเสมือนเป็นซุปเปอร์มาเก็ตขนาดใหญ่ของชุมชนที่คนในชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนร่วมกันได้ ภายใต้ระเบียบ กติกาป่าชุมชนที่สร้างสรรค์ขึ้นมาร่วมกัน ปัจจุบันกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนได้ขยายครอบคลุมในหลายหมู่บ้านแบบการถักทอเป็นเครือข่าย คือ หมู่ 3,4,5,7 บนพื้นที่ 20,000 กว่าไร่ ซึ่งจากการดำเนินการจัดทำป่าชุมชน ทำให้เกิดผลดีแก่ชาวบ้าน กล่าวคือ ชาวบ้านสามารถเข้าไปเก็บของป่าในป่าชุมชนมาเลี้ยงชีพได้ ชุมชนร่วมกันประกาศป่าชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย เช่น น้ำพุร้อน น้ำตกแม่กระดัง เขื่อนแม่ประจันต์ เป็นต้น และได้มีการจัดที่พักแบบโฮมสเตย์ไว้บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวที่เน้นเชิงอนุรักษ์โดย พอช. สนับสนุนโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ตามโครงการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นเป็นจำนวน 240,000 บาท การดำเนินกิจกรรมดังกล่าว ชาวบ้านบอกว่าสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนให้แก่ชาวบ้านได้อีกทางหนึ่งด้วย

     สำหรับรูปธรรมการบริหารจัดการกลุ่ม จากการพูดคุยสอบถามทำให้ได้รับทราบว่า ชุมชนบ้านหนองรีได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลุ่มเป็นผู้ดูแล เพื่อบริหารจัดการและรักษาผลประโยชน์ของชุมชนร่วมกัน เช่น การสร้างกติกาการตัดไม้ของสมาชิกในชุมชนต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการก่อน จำนวน 3 คน พร้อมทั้งต้องมีการแจ้งวัตถุประสงค์ในการตัดไม้ แจ้งจำนวน และต้องนำไม้ที่ตัดไปใช้ประโยชน์ในชุมชนเท่านั้น หากมีการละเมิดข้อตกลงจะได้รับการลงโทษจากชุมชน เช่น การพิจารณาเงินให้ยืมจากกลุ่มองค์กรการเงินที่มีในชุมชนให้เป็นคนลำดับสุดท้าย เป็นต้น

 

ประสบการณ์การดำเนินกิจกรรมการพัฒนาของชาวชุมชนท่าตะคร้อ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการสำรวจข้อมูลชุมชนและได้นำมาสู่การจัดตั้งกลุ่มองค์กรภายในชุมชน เกิดการวิเคราะห์กลุ่มองค์กรที่สามารถนำมาสู่การเกิดกลุ่มองค์กรที่มาจากความต้องการร่วมกัน ประสบการณ์การทำกิจกรรมร่วมกันดังกล่าวได้ทำให้ชาวชุมชนเห็นคุณค่าของการรวมกลุ่ม เพราะการรวมกลุ่มหมายถึงการสร้างอำนาจ เปรียบเสมือนการที่คนเราส่งเสียงคนเดียวเสียงนั้นจะเบา แต่ถ้ามีคนหลายคนส่งเสียงพร้อมกัน คนหลายคนมาคิดร่วมกัน มาร่วมปฏิบัติร่วมกัน จะสามารถทำให้เกิดการรับฟัง การยอมรับจากภายนอกมากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการสนับสนุน การตัดสินใจช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ มากขึ้นเช่นกัน ดังการสะท้อนโดยคนชุมชนท่าตะคร้อท่านหนึ่งที่ว่า

 

 “...การทำแผนแม่บทชุมชนจะทำให้ได้เห็นปัญหาและวิธีการที่จะนำไปใช้ การแก้ปัญหาของชุมชนจำเป็นต้องใช้วิ